พฤติการณ์ที่ 1
ในช่วงเวลา 9.00 - 12.00 ของแต่ละวัน จะมีผู้ชายตัดผมสั้น ใส่เชิ้ตแขนสั้น กางเกงรั้งเกือบถึงสะดือ เดินเหม่อลอยตัวหลังค่อมตัดทางเดินสำนักงานไปขึ้นลิฟต์อีกฝั่งหนึ่งเสมอๆ ระหว่างที่เดินไปก็ปรากฎว่าชอบนำโพสอิทเปล่าขนาดเล็กสีเขียวสะท้อนแสง แปะไปตามตู้ที่วางเรียงรายตามทางเดินด้วย
แน่นอนว่าไม่มีใครสังเกตถึงการมาเยือนของผู้ชายคนนี้ ข้าพเจ้าวิเคราะห์ได้สามเหตุผลคือ 1) ทุกคนยุ่งมากจริงๆ จึงไม่มีใครสังเกตเลย 2) มีคนสังเกตแต่ทำเป็นไม่สนใจเป็นส่วนใหญ่เนื่องจากกลัวอันตราย หรือเนื่องจากรำคาญ หรือ 3) มีคนสังเกตหมดแล้ว แต่ไม่แปลกใจอะไรเพราะเป็นเรื่องปรกติที่จะมีคนเดินไปมาไร้จุดมุ่งหมาย พร้อมแปะโพสอิทไปบนวัตถุต่างๆ ที่รายรอบทางเดิน
การจะทราบได้ว่าเหตุผลที่แท้จริงคือสาเหตุไหน ข้าพเจ้าจึงจำลองสถานการณ์ผู้ชายเดินมาอีกครั้งด้วยการเอาโพสอิทสีเขียวก้อนเล็กติดตัวไป และเดินจากลิฟต์ฝั่งหนึ่งทะลุสำนักงานไปยังลิฟต์อีกฝั่งหนึ่ง โดยระหว่างนั้นก็แปะโพสอิทสีเขียวไปตามตู้เก็บของพนักงาน ประตูห้องผู้อำนวยการ เครื่องถ่ายเอกสาร และสิ่งอื่นๆ ที่อยู่ข้างทางเดิน จนเมื่อถึงลิฟต์อีกฝั่งหนึ่งโพสอิททั้งหมด 150 ใบก็ถูกใช้ไปหมดสิ้น ทุกคนในสำนักงานไม่มีปฎิกิริยาตอบสนองใดๆ สภาพแวดล้อมทางอารมณ์ความรู้สึกในพื้นที่แทบไม่ต่างอะไรจากเวลาก่อนการทดลองนี้ ข้าพเจ้ากลับไปนั่งโต๊ะ "ทำงาน" ของข้าพเจ้าอย่างปรกติสุขจนถึงตอนเที่ยง พี่ทุกคนช่วยกันคนละไม้ละมือเก็บโพสอิทเหล่านั้นกลับมาส่งรวบรวมมายังพี่อีกคนหนึ่ง พี่คนนั้นเดินมาที่โต๊ะข้าพเจ้าและบอกว่าเอาคืนไป พร้อมชวนข้าพเจ้าไปกินข้าวเที่ยงโดยไม่เอ่ยถามถึงที่มาที่ไปอื่นใดอีก
พฤติการณ์ที่ 2
ผู้อำนวยการประจำสำนักเป็นผู้ที่โดดเด่นทั้งในด้านความสามารถ และบุคคลิก ห้องของท่านอยู่ด้านซ้ายมือของทางเดินด้านหน้าห้องและ 80% ของเวลาทำงานราชการ ท่านจะอยู่ในห้องดังกล่าว อีก 20% ห้องจะถูกปิดไฟและเปิดประตูค้างไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าผู้อำนวยการขณะนี้ไม่อยู่ ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าไปดูงานนอกสถานที่ หรือไปประชุม
การเห็นผู้อำนวยการออกมาเดินนอกห้องทำงานของท่าน มักจะเป็นเรื่องประหลาดพอๆ กับการเห็นปูเสฉวนออกมานอกเปลือกหอย ครั้งล่าสุดที่ข้าพเจ้าเห็นท่านออกมานอกห้องก็คือเมื่อท่านเดินพรวดพราดออกมาอย่างรวดเร็วจากห้อง มายังโต๊ะ "ทำงาน" ของข้าพเจ้าเพื่อเรียกให้ไปพูดคุยเล็กน้อย เมื่อพูดจบคำสั่งก็รีบพรวดกลับเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็วไม่ทันที่ข้าพเจ้าจะลุกเดินตามไป ถ้าเป็นคนที่ไม่เข้าใจในระบบการรับรู้ของสำนักงานแห่งนี้ ก็จะเข้าใจผิดๆ ว่าท่านเปลี่ยนใจกะทันหันไม่อยากให้เราเดินตามไปแล้ว แต่การณ์กลับเป็นเรื่องตรงกันข้าม เพราะนั่นหมายถึงให้เรารีบวิ่งเข้าห้องของท่านต่างหาก
หัวข้อในเรื่อง "จำนวนวินาทีที่ผู้อำนวยการเดินออกมานอกห้องทำงานของท่าน" เป็นหัวข้อที่อยู่ในความสนใจของข้าพเจ้ามาก ไม่แน่ว่าข้าพเจ้าอาจได้ปริญญาสาขามานุษยวิทยาและพฤติกรรมชาติพันธุ์ จากการเขียนธีสิสเรื่องนี้ก็เป็นได้ ข้าพเจ้าลองเปิดเวบไซต์ที่ให้บริการจับเวลา และจะกดปุ่มเริ่มจับเวลาทุกครั้งที่เห็นผู้อำนวยการเดินออกมานอกห้อง และจะหยุดเวลาเมื่อผู้อำนวยการกลับเข้าไปในห้องพร้อมปิดประตูเรียบร้อยแล้ว
การทดลองครั้งแรกปรากฎว่าผู้อำนวยการใช้เวลานอกห้องของท่าน 12 วินาที จากการเดินพรวดจากห้อง มายังโต๊ะทำงานของพี่ที่นั่งข้างๆ ซึ่งอยู่ห่างจากประตูห้องประมาณ 5 เมตร แสดงคำสั่งขอพบ และรีบเดินกลับไปอย่างรวดเร็ว แต่สถิตินี้กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเวลา 3 วินาที จากการเดินจากห้อง มายังโต๊ะทำงานของพี่คนหนึ่งที่อยู่ห่างจากปากประตู 5.24 เมตร แสดงคำสั่งขอพบ และรีบเดินกลับเข้าไปในห้อง
จำนวนวินาทีที่ท่านใช้เวลานอกห้องยังเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนด "ระยะเวลาอันเหมาะสมแก่กาลเทศะ ในการที่ผู้รับคำสั่งจะเดินไปให้ถึงยังห้องท่าน" ด้วย สอดคล้องกับแนวคิดของบูร์ดิเยอร์ นักมานุษยวิทยาที่ชี้แจงว่าการให้ของสิ่งใด มักมาพร้อมกับนัยแฝงถึงการคุมคามและภาระหน้าที่ในการให้สิ่งของตอบแทนเขา ซึ่งในที่นี้เมื่อผู้อำนวยการให้เวลาอันมีค่าแก่เรา เราต้องตอบแทนด้วยการให้เวลากับท่านเช่นกัน ซึ่งมีสมการดังนี้
ระยะเวลาที่ท่านใช้ในการเดินทางมามอบคำสั่ง / 3 = ระยะเวลาที่ผู้รับคำสั่งควรใช้เพื่อไปให้ถึงห้อง
ตัวอย่างเช่น ถ้าท่านใช้เวลา 12 วินาทีในการเดินมามอบคำสั่งเรียกพบ เราควรใช้เวลา 4 วินาทีในการเดินไปให้ถึงห้องท่าน เป็นต้น หากใช้เวลาเกินกว่านั้นอาจสร้างความไม่ประทับใจ และความไม่สบายอกสบายใจในการเข้าพบได้
ครั้งล่าสุดผู้อำนวยการท่านมาเรียกพบข้าพเจ้า ใช้เวลาจากห้องมาที่โต๊ะและกลับไปที่ห้องอีกครั้งรวม 2 วินาที ข้าพเจ้ารีบกดปุ่ม "เคลื่อนย้ายด่วน" ที่อยู่ใต้โต๊ะ "ทำงาน" ของข้าพเจ้า ทำให้ข้าพเจ้าหายตัวและไปปรากฎที่โซฟาในห้องผู้อำนวยการโดยใช้เวลา 0.5 วินาที ผู้อำนวยการเห็นข้าพเจ้าก็ประทับใจ พร้อมชมเชยความรักษาเ้วลาของข้าพเจ้า
พฤติการณ์ที่ 3
พี่ (อันที่จริงควรเรียกว่าน้าหรือป้า) ที่นั่งโต๊ะรอบๆ ข้าพเจ้ามักเป็นผู้ที่มีงานยุ่งอยู่เสมอ แต่ก็ไม่ถึงกับยุ่งตลอดเวลานัก บางเวลาพี่ๆ เหล่านั้นจะชวนข้าพเจ้าคุย หรือในทางกลับกันข้าพเจ้าจะชวนพี่ๆ คุย หัวข้อที่ชวนคุยมีดังนี้:
3.1. ของที่ระลึกสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานครบช่วงเวลาหนึ่งๆ คือ ถ้าทำงานครบ 15 ปีจะได้เหรียญที่ระลึก ทำงานครบ 20 ปีจะได้แหวน ทำงานครบ 30 ปีจะได้โล่ ทำงานครบ 40 ปีจะได้สร้อยคอทองคำ ทำงานครบ 60 ปีจะได้สร้อยเพชร ทำงานครบ 80 ปีจะได้บัตรกำนัลมูลค่า 80000 บาทสำหรับซื้อของที่เซนทรัล และทำงานครบ 100 ปีจะได้ทัวร์ไปยุโรป ล่องเรือที่เวนิสฟรี 2 ที่นั่ง พี่กล่าวว่าตอนนี้ยังได้แค่สร้อยคอทองคำ อยากไปทัวร์ยุโรปบ้างสักครั้งในชีวิตจึงวางแผนจะใช้สเตมเซลยืดอายุต่อไปอีกให้อายุการทำงานครบ 100 ปีสมความคาดหวัง
3.2. เทคนิกการทำสวนผลไม้ ซึ่งต้องอาศัยมดแดงเป็นหลัก โดยต้องให้บนต้นไม้มีรังมดแดงอยู่จะทำให้ผลออกมาหวานดี ถ้าปรากฎว่ามีรังมดดำอยู่บนต้น เทคนิกคือต้องเอาฝูงมดแดงไล่จากโคนต้น ให้มดดำจนมุมที่ยอดต้นและจะถูกกินโดยมดแดงจนหมดไป ข้าพเจ้าจึงนำมาลองใช้กับถาดองุ่นเปรี้ยวจัดที่วาง ณ โต๊ะทำงานซึ่งมีมดดำไต่ไปมาเต็มไปหมด ข้าพเจ้าเอาฝูงมดแดงใส่เข้าไปในถาดองุ่น พี่ที่ทำงานเห็นเข้าจึงนำไบก้อนมาฉีดถาดองุ่น ทำให้องุ่นมีรสชาติฝาดๆ ขมๆ ไม่น่ากิน จึงต้องทิ้งไป
เมื่อนั่งจนถึง 4 โมงครึ่งแล้วข้าพเจ้าก็ต้องเก็บของโดยเฉพาะหูฟัง เกมกดใส่กระเป๋า เดินทางกลับบ้านเพื่อเตรียมพร้อมกับการมานั่งโต๊ะ "ทำงาน" ในวันถัดไป

