วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

โปรเกรสซีฟวีคลี่

ขณะที่กำลังพิมพ์อยู่นี้ เป็นเวลา 5 โมงเช้า ถ้านับเวลาที่เราตื่นเมื่อตอน 4 โมงเย็นของเมื่อวาน ตอนนี้เราตื่น 19 ชั่วโมงติดต่อกันแล้ว

ไปอ่านเวบนี้มา เขาบอกว่า ให้เขียนสิ่งที่คิด กังวลทั้งหมดลงในกระดาษทุกๆ เช้า เพื่อให้เกิดความคิดใหม่ๆ
แต่ที่นี่ไม่ใช่กระดาษ จึงไม่เขียน

กำลังคิดว่าเปิดเทอมจะแบ่งเวลายังไงดี เพราะส่วนหนึ่งต้องแบ่งให้วิชากฏหมายแสนสนุกต่างๆ ส่วนหนึ่งแบ่งให้กับเรื่องตลกคือ เป็นหัวหน้าฝ่ายผลิตสื่อ ของโครงการละคร ซึ่งประเด็นนี้ขอขยาย ว่าวันที่เขาโทรมาชวนให้ไปทำ ก็เข้าใจตรงกันว่า มันคงเกี่ยวกับการออกแบบ ใช้คอมพิวเตอร์ แต่คุยไปคุยมาวันหลัง งานกลับกลายเป็นการระบายสี ตอกตะปู ฯลฯ อะไรเสียด้วย ก็กลายเป็นเรื่องตลกอีกแล้ว กำลังคิดว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เราต้องทำงานในส่วนตอกตะปู ระบายสีนี้

แต่ส่วนที่อยากแบ่งเวลาให้มากที่สุดคืองานเขียนคอลัมน์ ส่วนนี้ต้องหาข้อมูลจากหนังสือต่างๆ ทั้งที่เป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ปัจจุบันรู้สึกว่างานส่วนนี้มีความสุขที่สุด แม้จะใช้พลังงานเยอะที่สุดก็ตาม

กำลังคิดหาทางเป็นไปได้ที่จะทำนิตยสาร online รวบรวมนักเขียนต่างๆ ที่เราชื่นชมมาเขียนด้วยกัน โดยใช้ธีมเนื้อหา เป็นเรื่องเกี่ยวกับ
  • การออกแบบ
  • สังคม, การเมืองและเศรษฐกิจ
  • ประวัติศาสตร์
  • ภาษาและวรรณกรรม
  • ปรัชญา
  • จิตวิทยา
  • เพลง, หนังสือและภาพยนตร์
  • วิทยาศาสตร์
  • สารสนเทศ
เคยเห็นนิตยสารเล่มนึงของต่างประเทศที่เล่นธีมกว้างๆ แบบนี้ ชื่อว่า Monocle สาระทั้งหมดมีความเกี่ยวเนื่องกัน ลงจุดเน้นไปที่ความเป็น มนุษยศาสตร์ที่เป็นสหวิทยาการ ซึ่งเมืองไทยมีนิตยสารหนึ่งที่ชื่อว่า onopen แต่เนื้อหาค่อนข้างแตกกระจาย ยังไม่เน้นที่ความเป็นสหวิทยาการโดยนำมนุษยศาสตร์มาเป็นศูนย์กลาง

ถ้าจะให้เข้าใจธีม ก็คงอธิบายได้ว่าเป็น a day+ฮิ+วิภาษา+way+National Geographic+มติชนสุดสัปดาห์+ศิลปวัฒนธรรม+Creative review+NME+Bioscope

อยากตั้งชื่อให้มันหรูๆ ทำนอง "ดุลยวิพากษ์", "โปรเกรสซีฟวีคลี่" ฯลฯ

ในเวบก็อยากให้มีส่วน vdo สื่อการสอนเชิงมนุษยศาสตร์ ที่เป็นภาษาไทย เข้าใจง่าย ใช้ information graphic ที่ชัดเจนเข้าช่วย

แต่ตอนนี้เราต้องโฟกัสที่ สลัดหน้าที่ส่วนการตอกตะปู ระบายสีออกไปให้ได้เสียก่อน

วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

เศรษฐกิจเศษสตางค์

ทุกๆ วัน เราจะทำบัญชีรายรับรายจ่ายประจำวันอยู่เสมอ เพื่อให้รู้ว่าแต่ละวันใช้เงินไปเท่าไหร่ และเหลือเงินอีกเท่าไหร่ พอแก่งบประมาณหรือไม่

แต่ช่วง 4-5 วันมานี้ เกิดเรื่องประหลาดขึ้น คือ จะพบว่าเงินที่คำนวนได้ในบัญชี จะสูงกว่าเงินที่เหลืออยู่จริง 1 บาทเสมอ ทั้งที่ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เราได้แก้ปัญหาด้วยการหาเงิน 1 บาท จากใต้ถุนบ้าน มาใส่กระเป๋าเงิน เพื่อให้ครบตามจำนวนบัญชี และตรวจสอบรายจ่ายทุกๆ ครั้งว่าตรงตามนั้น แต่ก็ไม่วายที่วันต่อๆ ไป ก็เกิดเหตุการณ์เงิน 1 บาทหายไปอีก จนปัจจุบัน เหรียญ 1 บาท กำลังจะหมดไปจากใต้ถุนบ้านแล้ว เฉกเช่นเดียวกับน้ำมันที่กำลังจะหายไปจากใต้พื้นพิภพ

จึงต้องมาวิเคราะห์ว่า เงิน 1 บาท หายไปไหนในแต่ละวัน เรามีอยู่ 5 ทฤษฎีด้วยกัน

1. ทฤษฎีกระเป๋ารถเมล์ คือ รถเมล์สาย 40 ที่นั่งไปเรียนเป็นประจำจะมีราคา 8.50 บาทต่อเที่ยว บ่อยครั้งที่มักยื่นไปเป็นแบงค์ใหญ่ หรือเหรียญใหญ่เช่น 20 บาท 10 บาท เป็นต้น ซึ่งเวลาทอนก็จะเกิดความสับสนแก่ผู้ไร้เดียงสาเชิงคณิตศาสตร์ อย่างเรา

การทอนนั้นหากให้เงิน 10 บาท เราควรได้ทอน 1.50 บาท คือมีเหรียญ 1 บาทหนึ่งเหรียญ และเหรียญ 50 สตางค์อีกหนึ่งเหรียญ ซึ่งนี้ไม่ค่อยสับสนมากนัก แต่ถ้าเป็นแบงค์ 20 บาท เราควรได้รับทอน 11.50 บาท ซึ่งสามารถมาได้หลายรูปแบบเช่น 10 บาทหนึ่งเหรียญ 1 บาทหนึ่งเหรียญ 50 สตางค์หนึ่งเหรียญ หรือ 5 บาทหนึ่งเหรียญ 1 บาทหกเหรียญ 50 สตางค์หนึ่งเหรียญ หรือ 2 บาทห้าเหรียญ 1 บาทหนึ่งเหรียญ 25 สตางค์สองเหรียญ

ประเด็นนี้แหละที่เป็นปัญหาว่า กระเป๋ารถเมล์อาจอาศัยความชุลมุนของคน ประกอบกับความไร้เดียงสาเชิงคณิตศาสตร์ของเจ้าของเงิน ทำการแอบไม่ทอน 1 บาท เวลาจ่ายเป็นแบงค์ 20 บาทไป โดยทำเนียนว่า ทอนมาหลายเหรียญ ซึ่งดูๆ ก็เหมือนจะครบ แต่ก็ไม่ครบถ้านับดีๆ

2. ทฤษฎีแท็กซี่ เวลานั่งแท็กซี่นั้น เลขในมิเตอร์จะขึ้นทีละ 3 บาทต่อระนะทางหนึ่งๆ ขึ้นทีละ 1 บาทกว่าๆ ต่อนาทีถ้ารถติด สรุปความโดยรวมคือ ค่าแท็กซี่จะไม่ใช่เลขที่ลงตัวเป็นเลขลงท้ายด้วย 0 หรือ 5 เสมอไป แลในประเด็นนี่ สิ่งที่เป็นปัญหาคือ ค่าแท็กซี่กรณีเป็นเลขลงท้ายด้วย 9 เช่น 69 บาท 59 บาท เป็นต้น สมมุติในที่นี้ว่าต้องจ่ายเงิน 69 บาท แล้วทำการหยิบเงินเป็นแบงค์ 20 บาท 3 ใบ เหรียญ 10 บาทหนึ่งเหรียญ รวมเป็น 70 บาท โอกาสร้อยละ 90 ที่เขาจะไม่ทอนเงิน 1 บาทนั้น ด้วยการอ้างว่า ไม่มีเศษเหรียญ เป็นต้น

หากเราเผลอผลีผลามทะเลาะกับแท็กซี่ เพื่อให้ทอนเงิน 1 บาทให้ แท็กซี่ผู้นั้นอาจเอาพฤติกรรมของเรา ไปรายงานลูกค้าคนหลังๆ ของเขา ให้เป็นที่อับอายขายหน้าแก่เราได้ จึงต้องจำใจไม่ต่อว่าต่อเถียง ซึ่งเป็นผลให้เกิดความลำบากในการทำบัญชีในวันนั้น

แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว 4-5 วันมานี้ เราไม่ได้นั่งแท็กซี่ จึงตัดทฤษฎีนี้ออกไปได้

3. ทฤษฎีหล่นหาย เวลาออกจากบ้านนั้น เงินที่เป็นเหรียญ ปรกติจะไม่ไว้ในกระเป๋าเงิน แต่จะแยกออกต่างหาก ไปไว้ในกระเป๋ากางเกงและในกระเป็นกางเกงเดียวกันก็จะใส่มือถือไว้ จึงน่าสงสัยว่าหนึ่งบาท อาจหายไปเพราะเหตุบังเอิญต่างๆ เช่น หยิบมือถือแล้วเหรียญติดมาแล้วหล่น ตามไม่รู้ตัว อนึ่ง ต้องพิจารณาด้วยว่า ซองใส่มือถือของเรานั้น มีคุณสมบัติพิเศษคือดูดติดผ้าได้ง่าย เพราะมีไฟฟ้าสถิตอยู่ตลอดเวลา จึงยิ่งเพิ่มโอกาสความเป็นไปได้ที่เหรียญ 1 บาท จะหล่นเพราะเหตุนั้น

4. ทฤษฎีหนีหาย สิ่งของต่างๆ อาจเป็นไปได้ว่ามันมีชีวิตเป็นของมันเอง เพียงแต่ว่า ต่อหน้ามนุษย์นั้น มันทำเป็นไร้วิญญาณ แต่พอลับหลังแล้ว มันกลับมีชีวิตชีวา ออกมาเต้นรำ พูดคุยกันได้ จึงเป็นไปได้ว่า เหรียญ 1 บาทนั้น จะอาศัยช่วงที่เราเผลอ กระโดดหนีไปจากกระเป๋ากางเกง เพราะมันอาจอยากไปเที่ยวที่อื่นๆ ไม่อยากมาเรียนภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีนกับเรา ที่อื่นๆ ที่เหรียญ 1 บาท อาจหนีไปเช่น สีลม พัฒน์พงศ์ ร้านซูชิที่พร้อมพงศ์ เอกมัย ผับที่ทองหล่อ โรยัลซิตี้อเวจี เป็นต้น ซึ่งหากเป็นเช่นนี้แล้ว จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะไปริดรอนสิทธิการเดินทางของเหรียญนั้น แม้จะไม่ระบุในรัฐธรรมนูญ แต่บุคคลที่มีมนุษยธรรม ก็ไม่ควรไปทำร้ายจิตใจของสิ่งของต่างๆ

5. ทฤษฎีผีขโมย เป็นไปได้ว่าช่วง 4-5 วันมานี้ กำลังมีผีกุ๊กกู๋มาติดตามอยู่ สาเหตุที่ผีกุ๊กกู๋ตาม ก็เป็นไปได้ว่ายืมเงินผู้นั้นแต่ชาติก่อน แล้วไม่คืน แล้วเขาก็กำลังมาขอคืนพร้อมคิดดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี และเพื่อไม่ให้เราลำบาก ผีกุ๊กกู๋เลยผ่อนชำระให้เราวันละบาท ซึ่งเป็นไปได้เพราะในสมัยก่อน เงิน 1 บาทมีมูลค่าสูง เราอาจยืมเขาไป 5 บาทก็เป็นได้ ซึ่งเทียบกับปัจจุบันแล้ว ย่อมไม่ใช่เรื่องปัญหาหนักเลย หากต้องใช้คืน ถ้าทฤษฎีนี้เป็นความจริง เราจะต้องงดสร้างหนี้ในชาตินี้ และทำบุญกุศลมากๆ

สรุปสาระความรู้ในวันนี้คือ เงินของเราหายไปวันละ 1 บาท โดยมีข้อสมมุติฐานว่า เพราะกระเป๋ารถเมล์ไม่ทอน แท็กซี่ไม่ทอน หล่นหาย เหรียญบาทหนีไป ผีมาขโมยไป หวังว่าผู้อ่านและผู้สนใจ จะได้รับประโยชน์จากรายงานนี้ ไม่มากก็น้อย

กิตติภัต แสนดี
ผู้จัดทำ

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ตั๋วเงิน

กินข้าวที่โออิชิ ก็นึกแต่งเพลงในใจอย่างไม่ตั้งใจ เป็นเพลงๆ หนึ่ง มีเนื้อหาดังนี้

เพลง: ตั๋วเงิน
ทำนอง: จากเพลงส้มตำ

ต่อไปนี้ จะเล่าถึงกฎหมายอร่อย
คือตั๋วเงินเขียนบ่อยๆ ก็สนุกดี
วิธีทำก็ง่ายจะบอกได้ต่อไปนี้ มันเป็นวิธีวิเศษเหลือหลาย

ไปซื้อแบบฟอร์มมา รูปร่างเหมาะเหมาะ
กรงกรอบลวดลาย ไม่ต้องมากมาย
......(แต่งต่อไม่ได้ หรือลืมก็ไม่ทราบ)

ปรุงรสให้แซบหนอ ใส่หลักกฎหมายลงไป
อ้อ อย่าลืมใส่ วิ แพ่งของดี
......(แต่งต่อไม่ได้ หรือลืมก็ไม่ทราบ)
เสร็จสรรพแล้วซี ยกออกมาเซ็น

......(แต่งต่อไม่ได้ หรือลืมก็ไม่ทราบ)