ทุกๆ วัน เราจะทำบัญชีรายรับรายจ่ายประจำวันอยู่เสมอ เพื่อให้รู้ว่าแต่ละวันใช้เงินไปเท่าไหร่ และเหลือเงินอีกเท่าไหร่ พอแก่งบประมาณหรือไม่
แต่ช่วง 4-5 วันมานี้ เกิดเรื่องประหลาดขึ้น คือ จะพบว่าเงินที่คำนวนได้ในบัญชี จะสูงกว่าเงินที่เหลืออยู่จริง 1 บาทเสมอ ทั้งที่ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เราได้แก้ปัญหาด้วยการหาเงิน 1 บาท จากใต้ถุนบ้าน มาใส่กระเป๋าเงิน เพื่อให้ครบตามจำนวนบัญชี และตรวจสอบรายจ่ายทุกๆ ครั้งว่าตรงตามนั้น แต่ก็ไม่วายที่วันต่อๆ ไป ก็เกิดเหตุการณ์เงิน 1 บาทหายไปอีก จนปัจจุบัน เหรียญ 1 บาท กำลังจะหมดไปจากใต้ถุนบ้านแล้ว เฉกเช่นเดียวกับน้ำมันที่กำลังจะหายไปจากใต้พื้นพิภพ
จึงต้องมาวิเคราะห์ว่า เงิน 1 บาท หายไปไหนในแต่ละวัน เรามีอยู่ 5 ทฤษฎีด้วยกัน
1.
ทฤษฎีกระเป๋ารถเมล์ คือ รถเมล์สาย 40 ที่นั่งไปเรียนเป็นประจำจะมีราคา 8.50 บาทต่อเที่ยว บ่อยครั้งที่มักยื่นไปเป็นแบงค์ใหญ่ หรือเหรียญใหญ่เช่น 20 บาท 10 บาท เป็นต้น ซึ่งเวลาทอนก็จะเกิดความสับสนแก่ผู้ไร้เดียงสาเชิงคณิตศาสตร์ อย่างเรา
การทอนนั้นหากให้เงิน 10 บาท เราควรได้ทอน 1.50 บาท คือมีเหรียญ 1 บาทหนึ่งเหรียญ และเหรียญ 50 สตางค์อีกหนึ่งเหรียญ ซึ่งนี้ไม่ค่อยสับสนมากนัก แต่ถ้าเป็นแบงค์ 20 บาท เราควรได้รับทอน 11.50 บาท ซึ่งสามารถมาได้หลายรูปแบบเช่น 10 บาทหนึ่งเหรียญ 1 บาทหนึ่งเหรียญ 50 สตางค์หนึ่งเหรียญ หรือ 5 บาทหนึ่งเหรียญ 1 บาทหกเหรียญ 50 สตางค์หนึ่งเหรียญ หรือ 2 บาทห้าเหรียญ 1 บาทหนึ่งเหรียญ 25 สตางค์สองเหรียญ
ประเด็นนี้แหละที่เป็นปัญหาว่า กระเป๋ารถเมล์อาจอาศัยความชุลมุนของคน ประกอบกับความไร้เดียงสาเชิงคณิตศาสตร์ของเจ้าของเงิน ทำการแอบไม่ทอน 1 บาท เวลาจ่ายเป็นแบงค์ 20 บาทไป โดยทำเนียนว่า ทอนมาหลายเหรียญ ซึ่งดูๆ ก็เหมือนจะครบ แต่ก็ไม่ครบถ้านับดีๆ
2.
ทฤษฎีแท็กซี่ เวลานั่งแท็กซี่นั้น เลขในมิเตอร์จะขึ้นทีละ 3 บาทต่อระนะทางหนึ่งๆ ขึ้นทีละ 1 บาทกว่าๆ ต่อนาทีถ้ารถติด สรุปความโดยรวมคือ ค่าแท็กซี่จะไม่ใช่เลขที่ลงตัวเป็นเลขลงท้ายด้วย 0 หรือ 5 เสมอไป แลในประเด็นนี่ สิ่งที่เป็นปัญหาคือ ค่าแท็กซี่กรณีเป็นเลขลงท้ายด้วย 9 เช่น 69 บาท 59 บาท เป็นต้น สมมุติในที่นี้ว่าต้องจ่ายเงิน 69 บาท แล้วทำการหยิบเงินเป็นแบงค์ 20 บาท 3 ใบ เหรียญ 10 บาทหนึ่งเหรียญ รวมเป็น 70 บาท โอกาสร้อยละ 90 ที่เขาจะไม่ทอนเงิน 1 บาทนั้น ด้วยการอ้างว่า ไม่มีเศษเหรียญ เป็นต้น
หากเราเผลอผลีผลามทะเลาะกับแท็กซี่ เพื่อให้ทอนเงิน 1 บาทให้ แท็กซี่ผู้นั้นอาจเอาพฤติกรรมของเรา ไปรายงานลูกค้าคนหลังๆ ของเขา ให้เป็นที่อับอายขายหน้าแก่เราได้ จึงต้องจำใจไม่ต่อว่าต่อเถียง ซึ่งเป็นผลให้เกิดความลำบากในการทำบัญชีในวันนั้น
แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว 4-5 วันมานี้ เราไม่ได้นั่งแท็กซี่ จึงตัดทฤษฎีนี้ออกไปได้
3.
ทฤษฎีหล่นหาย เวลาออกจากบ้านนั้น เงินที่เป็นเหรียญ ปรกติจะไม่ไว้ในกระเป๋าเงิน แต่จะแยกออกต่างหาก ไปไว้ในกระเป๋ากางเกงและในกระเป็นกางเกงเดียวกันก็จะใส่มือถือไว้ จึงน่าสงสัยว่าหนึ่งบาท อาจหายไปเพราะเหตุบังเอิญต่างๆ เช่น หยิบมือถือแล้วเหรียญติดมาแล้วหล่น ตามไม่รู้ตัว อนึ่ง ต้องพิจารณาด้วยว่า ซองใส่มือถือของเรานั้น มีคุณสมบัติพิเศษคือดูดติดผ้าได้ง่าย เพราะมีไฟฟ้าสถิตอยู่ตลอดเวลา จึงยิ่งเพิ่มโอกาสความเป็นไปได้ที่เหรียญ 1 บาท จะหล่นเพราะเหตุนั้น
4.
ทฤษฎีหนีหาย สิ่งของต่างๆ อาจเป็นไปได้ว่ามันมีชีวิตเป็นของมันเอง เพียงแต่ว่า ต่อหน้ามนุษย์นั้น มันทำเป็นไร้วิญญาณ แต่พอลับหลังแล้ว มันกลับมีชีวิตชีวา ออกมาเต้นรำ พูดคุยกันได้ จึงเป็นไปได้ว่า เหรียญ 1 บาทนั้น จะอาศัยช่วงที่เราเผลอ กระโดดหนีไปจากกระเป๋ากางเกง เพราะมันอาจอยากไปเที่ยวที่อื่นๆ ไม่อยากมาเรียนภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีนกับเรา ที่อื่นๆ ที่เหรียญ 1 บาท อาจหนีไปเช่น สีลม พัฒน์พงศ์ ร้านซูชิที่พร้อมพงศ์ เอกมัย ผับที่ทองหล่อ โรยัลซิตี้อเวจี เป็นต้น ซึ่งหากเป็นเช่นนี้แล้ว จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะไปริดรอนสิทธิการเดินทางของเหรียญนั้น แม้จะไม่ระบุในรัฐธรรมนูญ แต่บุคคลที่มีมนุษยธรรม ก็ไม่ควรไปทำร้ายจิตใจของสิ่งของต่างๆ
5.
ทฤษฎีผีขโมย เป็นไปได้ว่าช่วง 4-5 วันมานี้ กำลังมีผีกุ๊กกู๋มาติดตามอยู่ สาเหตุที่ผีกุ๊กกู๋ตาม ก็เป็นไปได้ว่ายืมเงินผู้นั้นแต่ชาติก่อน แล้วไม่คืน แล้วเขาก็กำลังมาขอคืนพร้อมคิดดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี และเพื่อไม่ให้เราลำบาก ผีกุ๊กกู๋เลยผ่อนชำระให้เราวันละบาท ซึ่งเป็นไปได้เพราะในสมัยก่อน เงิน 1 บาทมีมูลค่าสูง เราอาจยืมเขาไป 5 บาทก็เป็นได้ ซึ่งเทียบกับปัจจุบันแล้ว ย่อมไม่ใช่เรื่องปัญหาหนักเลย หากต้องใช้คืน ถ้าทฤษฎีนี้เป็นความจริง เราจะต้องงดสร้างหนี้ในชาตินี้ และทำบุญกุศลมากๆ
สรุปสาระความรู้ในวันนี้คือ เงินของเราหายไปวันละ 1 บาท โดยมีข้อสมมุติฐานว่า เพราะกระเป๋ารถเมล์ไม่ทอน แท็กซี่ไม่ทอน หล่นหาย เหรียญบาทหนีไป ผีมาขโมยไป หวังว่าผู้อ่านและผู้สนใจ จะได้รับประโยชน์จากรายงานนี้ ไม่มากก็น้อย
กิตติภัต แสนดีผู้จัดทำ